งานบริการ
งานบริการ
แนะนำบริการ

ห้องปฏิบัติการตรวจสอบโลหะมีค่า  ได้ให้บริการตรวจสอบคุณภาพและประทับตรารับรองมาตรฐาน (Hallmarking) สำหรับทองคำ แพลทินัม เงิน และโลหะมีค่าอื่น ๆ มาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2546 ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 17025 ครอบคลุมหลากหลายขอบข่ายงานที่ตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรมอย่างครบถ้วน เพื่อรับประกันความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ และการยอมรับในระดับสากลของผลการทดสอบ

ห้องปฏิบัติการติดตั้งเครื่องมือวิเคราะห์ขั้นสูง เช่น เครื่องวิเคราะห์ด้วยวิธีการแผ่รังสีปล่อยแสงเชิงแสงแบบพลาสมาเหนี่ยวนำ (Inductively Coupled Plasma Optical Emission Spectroscopy: ICP-OES) และเครื่องเอกซเรย์ฟลูออเรสเซนซ์ (X-Ray Fluorescence: XRF) สำหรับการตรวจสอบค่าความบริสุทธิ์อย่างแม่นยำ รวมถึงระบบเลเซอร์สำหรับการประทับตรารับรองคุณภาพโลหะมีค่า

ก่อตั้งขึ้นโดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล มีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค เสริมสร้างความเชื่อมั่นของสาธารณชน ป้องกันการทุจริต และส่งเสริมการแข่งขันอย่างเป็นธรรม อีกทั้งยังสนับสนุนภารกิจของ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ในการตรวจสอบความบริสุทธิ์ของผลิตภัณฑ์เครื่องประดับ

 

สถานที่ติดต่อ

ห้องปฏิบัติการตรวจสอบโลหะมีค่า
สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)อาคารไอทีเอฟ ทาวเวอร์
ชั้น 4 ถนนสีลม แขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก กรุงเทพฯ 10500

โทรศัพท์ 0 2634 4999 ต่อ 421-423
โทรสาร 0 2634 4970
อีเมล jewelry@git.or.th

เวลาทำการ
วันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 8.30 - 16.30 น. เว้นวันเสาร์ - อาทิตย์ วันนักขัตฤกษ์ และวันหยุดตามประกาศของสถาบัน

 

การให้บริการของห้องปฏิบัติการตรวจสอบโลหะมีค่าจะแบ่งได้เป็น 2 ประเภทด้วยกันคือ ประเภททำลายชิ้นงานและ ประเภทไม่ทำลายชิ้นงาน

ประเภททำลายชิ้นงาน แบ่งตามวีธีการและเครื่องมือที่ใช้ในการตรวจวิเคราะห์ออกเป็นดังนี้

1. การตรวจสอบค่าความบริสุทธิ์ทองคำด้วยเทคนิค Fire Assay

     เป็นวิธีมาตรฐานวิธีหนึ่งที่ใช้หาปริมาณทองคำได้อย่างแม่นยำ เป็นเทคนิคที่นำเอาตัวอย่างทองคำมาผสม และหลอมรวมกับตะกั่วและเงินเพื่อสกัดเอาโลหะเจือปนอื่นๆ เข้าไปในเบ้าหลอม จากนั้นทำการละลายเอาเงินออกด้วยกรดเพื่อให้เหลือเป็นทองคำบริสุทธิ์ซึ่งจะนำมาชั่งน้ำหนักแล้วคำนวณเป็นความบริสุทธิ์ของทองคำในชิ้นงานนั้น ๆ

เทคนิคนี้เหมาะสำหรับ ตัวอย่าง เครื่องประดับ ก้อนโลหะ แท่งโลหะ แผ่นโลหะ ที่ทำจากทองคำเท่านั้น

2. การตรวจสอบค่าความบริสุทธิ์โลหะเงินด้วยเทคนิค Potentiometric Titration (Auto Titration)

     เทคนิคการวิเคราะห์หาปริมาณโลหะเงิน โดยหลักการไทเทรตใช้เพื่อหาปริมาณหรือความเข้มข้นของสาร ในการไทเทรต รีเอเจนต์หรือไทแทรนต์ จะถูกเติมลงอย่างช้าๆ ลงในสารละลายที่กำลังวัด (ตัววิเคราะห์) เมื่อเติมเข้าไปจะเกิดปฏิกิริยาเคมีระหว่างไทแทรนต์และสารวิเคราะห์ จุดที่ปฏิกิริยาเสร็จสมบูรณ์และมีปริมาณไทแทรนต์และสารวิเคราะห์ที่เท่ากัน เรียกว่า จุดสมมูล นำมาคำนวณหาปริมาณความบริสุทธิ์ของสารละลายตัวอย่าง

เทคนิคนี้เหมาะสำหรับ ตัวอย่าง เครื่องประดับ ก้อนโลหะ แท่งโลหะ แผ่นโลหะ ที่ทำจากโลหะเงินเท่านั้น

3. การตรวจสอบค่าความบริสุทธิ์ของโลหะด้วยเทคนิค ICP-OES (Inductively Coupled Plasma Optical Emission Spectrometry)

     เป็นการวิเคราะห์โดยการนำตัวอย่างปริมาณเล็กน้อยมาละลายด้วยกรด ให้เป็นสารละลายตัวอย่าง แล้วฉีดสเปรย์สารตัวอย่างเข้าไปในพลาสมาซึ่งเป็นแก๊สร้อนอุณหภูมิสูงประมาณ 6,000-10,000 องศา ความร้อนจากพลาสมาจะทำให้ธาตุต่างๆแตกตัวเป็นอะตอมหรือไอออนที่คายพลังงานออกมาในรูปสเปกตรัมของคลื่นแสงโดยที่อะตอมของธาตุแต่ ละชนิดจะมีความยาวของคลื่นแสงที่คายออกมาที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทำการแยกและตรวจวัดสเปกตรัมของคลื่นแสงที่คายออกมาโดยใช้เครื่องสเปกโตรมิเตอร์เพื่อบอกถึงชนิดและปริมาณของธาตุองค์ประกอบต่างๆในสารตัวอย่างนั้น ๆ

เทคนิคนี้เหมาะสำหรับ

  • การวิเคราะห์โลหะเจืออันตรายในเครื่องประดับ เช่น นิเกิล ตะกั่ว และแคดเมียม
  • การวิเคราะห์โลหะความบริสุทธิ์สูง เช่น ทองคำความบริสุทธิ์สูง โลหะเงินความบริสุทธิ์สูง
  • ธาตุองค์ประกอบในตัวอย่างเครื่องประดับ

4. การตรวจสอบอัตราการแพร่ของนิกเกิลในเครื่องประดับ (Nickel Release)

     เป็นการวิเคราะห์อัตราการแพร่ของนิกเกิลในเครื่องประดับ โดยการนำเครื่องประดับ มาแช่ไว้ในสารละลายเหงื่อเทียมที่เตรียมขึ้น เป็นเวลา 1 สัปดาห์ จากนั้นนำสารละลายมาวิเคราะห์หาปริมาณธาตุนิกเกิล ด้วยเครื่อง ICP-OES.

          ส่วนสอดผ่านร่างกาย มีปริมาณการปลดปล่อยโลหะนิกเกิล Ni < 0.35 mg/cm2/week ให้รายงานผลการทดสอบเป็น “Compliant” หากปริมาณการปลดปล่อยโลหะนิกเกิล Ni ≥ 0.35 µg/cm2/week ให้รายงานผลการทดสอบเป็น “Noncompliant”

          ส่วนสัมผัสผิวร่างกาย มีปริมาณการปลดปล่อยโลหะนิกเกิล Ni < 0.88 µg/cm2/week ให้รายงานผลการทดสอบเป็น “Compliant” หากปริมาณการปลดปล่อยโลหะนิกเกิล Ni ≥ 0.88 µg/cm2/week ให้รายงานผลการทดสอบเป็น “Noncompliant”

 

ประเภทไม่ทำลายชิ้นงาน แบ่งตามวีธีการและเครื่องมือที่ใช้ในการตรวจวิเคราะห์ออกเป็นดังนี้

1. การตรวจสอบค่าความบริสุทธิ์ของโลหะมีค่าด้วยเทคนิค X-Ray Fluorescence

     เป็นเทคนิคที่ใช้ในการวิเคราะห์หาปริมาณธาตุองค์ประกอบในชิ้นงาน ด้วยการวัดปริมาณ X-Ray Fluorescence ที่ปลดปล่อยมาจากธาตุองค์ประกอบแต่ละชนิด โดยที่เครื่องจะปล่อยรังสีเอ็กซ์จากหลอดรังสีไปที่ชิ้นงาน ทำให้อิเล็กตรอนวงในสุด (K-shell) ของอะตอมหลุดออกมาในรูปโฟโตอิเล็กตรอน (photoelectron) เมื่ออิเล็กตรอนอยู่ในสภาวะถูกกระตุ้นจะไม่เสถียร จึงเกิดการคายพลังงานออกมาในรูปฟลูออเรสเซ้นต์ เพื่อให้กลับมาอยู่ในสภาวะที่เสถียรกว่า ซึ่งพลังงานที่คายออกมาจะมีความแตกต่างกัน ด้วยเอกลักษณ์เฉพาะในการคายพลังงานของธาตุแต่ละชนิด จึงทำให้เทคนิคนี้ใช้ในการวิเคราะห์ทั้งชนิดและปริมาณองค์ประกอบของธาตุแต่ที่อยู่ในชิ้นงานได้ จากตำแหน่งและความเข้มของสัญญาณที่วัดได้ตามลำดับ

เทคนิคนี้เหมาะสำหรับ การวิเคราะห์ที่ไม่ต้องการให้ตัวอย่างถูกทำลาย หรือต้องการผลการวิเคราะห์ที่รวดเร็ว เนื่องจากเทคนิคนี้ใช้เวลาในการวิเคราะห์น้อยกว่าเทคนิคอื่นในห้องปฏิบัติการ เพราะไม่ต้องเตรียมหรือเปลี่ยนสภาพชิ้นงาน สามารถวิเคราะห์ได้ทันที


2. การวิเคราะห์หาความหนาของชั้นผิวชุบด้วยเทคนิค X-Ray Fluorescence (XRF)

     เป็นการวิเคราะห์หาความหนาของชั้นผิวชุบด้วยเทคนิค X-Ray Fluorescence (XRF) โดยสิ่งที่ผู้ใช้บริการต้องเตรียมให้กับทางห้องปฏิบัติการประกอบไปด้วย ตัวอย่างก่อนชุบ ตัวอย่างหลังชุบ และขั้นตอนการชุบ ทั้งนี้หากไม่มีตัวอย่างก่อนชุบ ต้องมีการเปิดผิวด้วยเครื่องเลเซอร์ของห้องปฏิบัติการ

เทคนิคนี้เหมาะสำหรับ

  • การวิเคราะห์หาความหนาของชั้นผิวชุบเมื่อเทียบกับตัวอย่างก่อนชุบ โดยจะรายงานผลในหน่วยไมโครเมตร หรือไมครอน (micrometer, micron, μm)
  • ผู้ใช้บริการต้องแจ้งขั้นตอนการชุบให้ถูกต้องและชัดเจน เพื่อความถูกต้องและแม่นยำของผลการวิเคราะห์


3. การวิเคราะห์หาความบริสุทธิ์ของธาตุบนชั้นผิวชุบด้วยเทคนิค X-Ray Fluorescence (XRF)

     เป็นการวิเคราะห์หาความบริสุทธิ์ของธาตุบนชั้นผิวชุบด้วยเทคนิค X-Ray Fluorescence (XRF) โดยสิ่งที่ผู้ใช้บริการต้องเตรียมให้กับทางห้องปฏิบัติการประกอบไปด้วย ตัวอย่างก่อนชุบ ตัวอย่างหลังชุบ และขั้นตอนการชุบ ทั้งนี้หากไม่มีตัวอย่างก่อนชุบ ต้องมีการเปิดผิวด้วยเครื่องเลเซอร์ของห้องปฏิบัติการ

เทคนิคนี้เหมาะสำหรับ

  • การวิเคราะห์หาความบริสุทธิ์ของธาตุที่ต้องการบนชั้นผิวชุบ โดยจะรายงานผลในหน่วยร้อยละ(%)
  • ผู้ใช้บริการต้องแจ้งขั้นตอนการชุบให้ถูกต้องและชัดเจน เพื่อความถูกต้องและแม่นยำของผลการวิเคราะห์


4. การหาความเป็นเนื้อเดียวกันของตัวอย่างด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasonic Testing)

     เป็นเทคนิคที่ใช้คลื่นความถี่สูงส่งผ่านไปที่ผิวของตัวอย่าง และดูสัญญาณสะท้อนกลับ เนื่องจากคลื่นเสียงที่ส่งไปนั้น  หากตกกระทบกับตัวอย่างที่มีรอยร้าว กลวง หรือมีองค์ประกอบที่แตกต่างจากพื้นผิวมาก จะมีสัญญาณการสะท้อนกลับที่ไม่สม่ำเสมอ จึงทำให้สามารถใช้เทคนิคนี้ในการตรวจสอบความเป็นเนื้อเดียวกันของตัวอย่างได้

เทคนิคนี้เหมาะสำหรับ

  • การวิเคราะห์ตัวอย่างที่มีขนาดใหญ่ มีพื้นผิวเรียบ เช่น ทองคำแท่ง พระพุทธรูป เพื่อให้ทราบว่าตัวอย่างนั้นมี    ความเป็นเนื้อเดียวกันหรือไม่ โดยมักจะวิเคราะห์ควบคู่กับเทคนิค X-Ray Fluorescence
     

5. บริการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานเครื่องประดับโลหะมีค่า (Hallmark)

     เป็นบริการที่ให้เครื่องหมายรับรองมาตรฐานเครื่องประดับโลหะมีค่า หรือเครื่องหมาย Hallmark ลงบนเครื่องประดับที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว


 

การรายงานผล

รายงานผลการวิเคราะห์และตรวจสอบ แบ่งเป็น

1. ใบรายงานผลแบบภาษาไทย

 

2. ใบรายงานผลแบบภาษาอังกฤษพร้อมรูปภาพ

 

3. รายงานผลการตรวจสอบแบบมีรูปภาพ

4. รายงานผลการตรวจสอบแบบ Jewelry Report